ตำแหน่งของคุณ Home ดนตรี

การจัดตั้งออกัสก็เหมือนกับการทิ้งระเบิดใส่อาเซียนทํา ไม ดาว โหลด ไม่ ได้

ทํา ไม ดาว โหลด ไม่ ได้

การจัดตั้งออกัสก็เหมือนกับการทิ้งระเบิดใส่อาเซียนทํา ไม ดาว โหลด ไม่ ได้

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

ออกัส(AUKUS) คือความร่วมมือระหว่างออสเตรเลีย(AU)สหราชอาณาจักร(UK) และ สหรัฐฯ(US) ในการถ่ายโอนเทคโนโลยีและร่วมมือกันจัดสร้างเรือดำน้ำพลังขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ประมาณอย่างน้อย 9 ลำให้ออสเตรเลีย

งานนี้ทำให้ฝรั่งเศสโกรธมาก เพราะหมูจะหามดันเอาคานเข้ามาสอด ด้วยฝรั่งเศสมีสัญญาจะจัดสร้างเรือดำน้ำขับเคลื่อนดีเซลให้ออสเตรเลีย 12 ลำ ดังนั้นเมื่อออสเตรเลียได้รับการนำเสนอจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ก็เป็นที่แน่นอนว่าออสเตรเลียเลยจำต้องฉีกสัญญามูลค่าอย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับฝรั่งเศส

อีกประเทศที่รู้สึกว่าเสียความรู้สึกพอควร คือ อินเดีย เพราะอินเดียเป็นหนึ่งในจตุรมิตร(QUAD) ของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมาพยายามจะขอการสนับสนุนในเรื่องเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ แต่ถูกปฏิเสธโดยสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นความลับแม้แต่พันธมิตรก็ให้ไม่ได้ จนอินเดียต้องไปเช่าซื้อเรือดำน้ำของรัสเซีย แล้วอยู่ๆสหรัฐฯกับอังกฤษก็ไปประเคนให้ออสเตรเลียเฉยเลย อินเดียก็คงไม่สบายใจนัก

ส่วนจีนนั่นแน่นอนการสร้างความร่วมมือออกัสนั้น คือภัยคุกคามจีนโดยตรง ซึ่งจีนก็ได้แถลงโจมตีการกระทำดังกล่าว ว่าจะเป็นการทำให้สมดุลในภูมิภาคเปลี่ยนไปจนอาจเกิดอันตรายได้

ทว่าพันธมิตรอื่นๆเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างก็ชื่นชมว่าเป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนของตะวันตก คือสหรัฐฯและอังกฤษ ที่จะหยุดยั้งความก้าวร้าวในการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

บางประเทศในอาเซียนอาจรู้สึกดีอย่างเวียดนาม เพราะมันจะทำให้การเจรจาพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ของเวียดนามดีขึ้น

แต่ทว่าการจัดตั้งออกัสนี้มันทำให้อาเซียนที่เป็นกลุ่มประเทศในภูมิภาคที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน หมดความหมายลงไปสิ้นเชิง

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีบทความเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้อาเซียนเตรียมตัวเคลื่อนไหวเพื่อกำหนดท่าทีของตนเอง โดยเฉพาะการเน้นความเป็นอิสระและเอกเทศของกลุ่มประชาคมอาเซียน และประเด็นสำคัญคือ การประกาศให้เขตอาเซียนเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และความเป็นเอกภาพของอาเซียนในการสร้างอำนาจต่อรองและการสร้างสมดุลในการเผชิญกับปัญหาการเผชิญหน้าสหรัฐฯ-จีน

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯและอังกฤษก็ไม่เคยเห็นหัวอาเซียนในประเด็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะขบวนเรือทั้งผิวน้ำและใต้น้ำของทั้ง 2 ชาติ ต่างก็นำพาอาวุธนิวเคลียร์ผ่านเข้า-ออกในภูมิภาคนี้อยู่เสมอ รวมทั้งจีนก็กระทำเยี่ยงเดียวกัน

การจัดตั้งความร่วมมือออกัส ก็เท่ากับเพิ่มการคุกคามต่อนโยบายของอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์ เพราะในความเป็นจริงการมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ คือใบเบิกทางให้มีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือเหล่านั้นต่อไป และจะทำให้ออสเตรเลียที่ตลอดเวลามามักประกาศว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย แต่พอเอาเข้าจริงก็หันไปจับมือแนบแน่นกับประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐฯและอังกฤษ ที่เคยอยู่ในเครือจักรภพมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงลมปาก

อินโดนีเซียที่มีประสบการณ์ในการแทรกซึมของออสเตรเลียในติมอร์ ซีเรสเตมาแล้ว ย่อมตระหนักดี นอกเหนือจากการมีน่านน้ำติดกันอีกด้วย นายวิโดโด โจกโกะ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ยกเลิกกำหนดการที่จะพบกับนายมอริสันนายกฯออสเตรเลียเพียง 1 วัน และก่อนการประกาศความร่วมมือออกัส

ทั้งจาร์กาตา และกัวลาลัมเปอร์ ต่างมีความกังวลว่าอาเซียนที่ประกาศเป็นเขตสันติภาพจะกลายสภาพเป็นหน้าด่านอยู่ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ และจะนำไปสู่การแข่งขันการสะสมอาวุธ จนอาจขยายตัวไปเป็นอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ส่วนฟิลิปปินส์นั้นไม่มีทางเลือกมาก ตราบใดที่ฐานทัพเรือของสหรัฐฯยังอยู่ที่อ่าวซูบิก และฐานทัพอากาศสหรัฐฯยังอยู่ที่สนามบินคลาร์ก จึงไม่มีทางเลือกมากต้องคล้อยตามคือสนับสนุนออกัส โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการตอบโต้การคุกคามของจีนในทะเลจีนใต้ ทั้งนี้นโยบายของประธานาธิบดีดูเตร์เต มักจะโอนไปเอนมาระหว่างจีนและสหรัฐฯเสมอ

ความจริงการเกิดความร่วมมือออกัสนี้ใช่ว่าจะเกินความคาดหมาย เพราะการที่สหรัฐฯปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นอินโด-แปซิฟิก และตั้งจตุรมิตร QUAD คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ก็เป็นการชัดเจนว่าสหรัฐฯจงใจก้าวข้ามอาเซียน ทั้งนี้สาเหตุสำคัญเพราะอาเซียนมิได้เป็นเอกภาพเหมือนเดิมอีกแล้ว บางส่วนอย่างกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา นั้นมีแนวโน้มโอนเอียงข้างจีน

ในขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามค่อนข้างจะอิงกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับบรูไน

แต่มาเลเชียและอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นผู้นำอาเซียนนั้นพยายามที่จะเป็นกลาง จึงคาดหมายได้ว่าอาเซียนยากจะเป็นเอกภาพเหมือนเดิม

ดังนั้นเมื่อสหรัฐฯอังกฤษประกาศความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการสร้างเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ จึงเป็นการตอกย้ำว่ามหาอำนาจตะวันตกมองข้ามอาเซียนที่ไม่มีเอกภาพนี้ไปแล้ว

ในอนาคตอันใกล้สหรัฐฯ-อังกฤษ ออสเตรเลีย และจตุรมิตรที่เหลือคงรวมตัวกันเป็นนาโตเอเชีย ตามที่คาดการณ์กัน และคงจะมีประเทศต่างๆที่มีดินแดนใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมเป็นภาคี

นั่นก็จะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ต้องแตกกระจายและแยกย้ายกันเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีตะวันตก นาโตเอเชีย หรืออีกส่วนหนึ่งก็จะหันไปร่วมมือกับจีนใกล้ชิดขึ้น โดยอาจเข้าร่วมในกลุ่ม SCO หรือองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งอาจจะมีการปรับตัวเป็นองค์การความร่วมมือทางทหาร แบบสนธิสัญญาวอร์ซอร์ หรืออาจแยกเป็นองค์การความร่วมมือทางทหารต่างหาก

ถ้าเป็นดังนั้นการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจตะวันตกในยุโรป คือการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย ก็จะขยายวงมาเป็นการเผชิญหน้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ โดยมีพันธมิตรเข้าข้างกันแต่ละฝ่าย ความตึงเครียดก็ย่อมจะเกิดขึ้น แม้กับประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นมิตรก็อาจกลับกลายเป็นฝ่ายตรงกันข้ามได้ นี่คงจะไม่เกินเลยไปนัก ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ยังดำเนินต่ออย่างที่ปรากฏ

เมียนมาที่ยังคงต้องวุ่นวายกับสงครามภายใน จนทำให้การขับเคลื่อนในนโยบายต่างประเทศของเมียนมาต้องอ่อนกำลังลงไป นอกจากคอยปกป้องการเดินงานของรัฐบาลพลัดถิ่นของฝ่ายอองซาน ซูจี ทว่ารัฐบาลทหารคงเคียงข้างจีน

แต่ประเทศไทยซึ่งแม้มีปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ จากนโยบายที่อาจผิดพลาดในหลายส่วน กับปัญหาการเมืองภายใน ทว่าสถานการณ์ไม่น่าจะทำให้การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศของไทยที่เคยเข้มแข็งต้องอ่อนด้อยไปด้วย

ทว่าการที่ผู้นำขาดประสบการณ์ด้านการต่างประเทศโดยสิ้นเชิง ทำให้งานด้านต่างประเทศของไทยดูจะไม่ค่อยทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศของขั้วอำนาจ

กระทรวงการต่างประเทศซึ่งควรจะเป็นตัวหลักในการกำหนดวิเทโศบาย ที่แยบยลเหมือนในอดีต ก็ดูจะอ่อนล้านั่นส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะผู้นำ แต่อีกส่วนอาจเกิดจากการไม่ชัดเจนในการบริหารภายในกระทรวงเอง โดยเฉพาะใครคือผู้กุมอำนาจสั่งการกันแน่

ถ้าจะให้ผู้เขียนคาดเดากระทรวงการต่างประเทศน่าจะมีแนวโน้มที่จะโอนเอียงไปข้างสหรัฐฯเพราะมีที่ปรึกษาสำคัญที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคเดโมแครตมาเก่าก่อน แต่ปัญหาคือกระทรวงกลาโหมน่าจะมีแนวโน้มไปข้างจีน เพราะกำลังข้าวใหม่ปลามัน

แล้วบทสรุปไทยจะเอาอย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของสถานการณ์โลก และสถานการณ์รอบบ้าน

อย่ามัวแต่ห่วงกับสถานการณ์ภายในจนเกินไป และลืมบทบาทของไทยในเวทีอาเซียนกับเวทีโลก เพราะถ้าเราปรับท่าทีไม่ทันการณ์เพื่อผลประโยชน์ของชาติ ถึงเวลาที่มันสายไป มันจะทำให้สถานการณ์ภายในประเทศพลอยพังไปด้วย

โปรดอย่ามัวแต่รอ หรือมัวแต่นั่งสวดมนต์ เพราะในอดีต เช่น สมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงครามกับสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น รัฐบาลไทยเข้าข้างญี่ปุ่น แต่เรามีคนอย่างอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และอาจารย์ดิเรก ชัยนาม ที่สร้างสัมพันธ์กับตะวันตก

จนเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม แต่เรารอดจากการถูกอังกฤษและฝรั่งเศสยึดครองไปได้ เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่มีการประสานงานกันอย่างเป็นเครือข่าย เพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

คราวนี้คงไม่มีแบบนั้นอีก เพราะสถานการณ์ไม่เหมือนกัน แต่มันก็อาจจะนำภัยมาสู่ประเทศได้ จึงต้องเตรียมการ เตรียมคน เตรียมสมองไว้คิดกัน มิใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประเทศชาติ

ท้ายสุดสภาความมั่นคงแห่งชาติคงต้องเตรียมความพร้อมเฝ้าติดตามและปรับยุทธศาสตร์ชาติใหม่ เพราะนี่มันเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติจริงๆ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล

ทํา ไม ดาว โหลด ไม่ ได้ การจัดตั้งออกัสก็เหมือนกับการทิ้งระเบิดใส่อาเซียน

เกี่ยวกับผู้เขียน: aphelon

บทความยอดนิยม