ตำแหน่งของคุณ Home โทรศัพท์มือถือ

แหงนมองพระจันทร์แล้วเธอรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า“อย่าเก็บซ่อนตัวเองที่เธอเป็นเอาไว้…”แทง หวย ลาว ออนไลน์

แทง หวย ลาว ออนไลน์

แหงนมองพระจันทร์แล้วเธอรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า“อย่าเก็บซ่อนตัวเองที่เธอเป็นเอาไว้…”แทง หวย ลาว ออนไลน์

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“ความสว่างวาบและภาวะแห่งการสั่นไหวทางอารมณ์และความรู้สึก ถือเป็นนัยสำนึกอันละเอียดอ่อนต่อการรับรู้และประกอบสร้างขึ้นเป็นบริบทแห่งใจของชีวิต ผัสสะอันล้ำลึกภายในตัวตนจะบังเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน ก่อนที่จะขยายกว้างออกไปเป็นน้ำเสียงที่ก้องดังต่อความสัตย์จริงที่ยากจะปฏิเสธได้…สิ่งๆนี้นับเนื่องเป็นความหมายในทางจิตวิญญาณที่แผ่ขยายรัศมีแห่งการหยั่งรู้ให้กลับกลายเป็น ความมีความเป็นของชีวิตที่เปี่ยมเต็มไปด้วยจุดยืนที่งดงามและมีคุณค่าได้”

นี่คือ…น้ำเสียงแห่งข้อสรุปของหนังสือที่รวมเอา ความสว่างวาบทางปัญญาผ่านความนึกคิดที่ตรึกตรองโดยพื้นฐานของการเพ่งพินิจนัยแห่งปรากฏการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้นกับวงเสี้ยวแห่งการเผชิญหน้าของสถานการณ์ชีวิต ให้ออกมาเป็นดั่งข้อสรุปแห่งบทเพลงของการถอดรื้อและตีความทางปัญญาญาณ…จากวิถีที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่าย กระทั่งไปสู่ หนทางที่ยากยิ่งต่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้…

“อย่าบ่นว่าไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลย การสูญเสียจุดยืนไปกับชีวิตที่เร่งรีบ สั่นคลอนตัวเธออย่างหนัก ถ้าตอนนี้เธอคิดว่าตัวเอง ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่น จงเริ่มมันซะ แล้วสุดปลายทางจะมีเรื่องพิเศษรอเธออยู่”

สัมผัสรู้จากการดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของอารมณ์ชีวิต ที่ปะทุความรู้สึกผ่านความคิดในแต่ละคืนวัน ผ่านฐานรากของความดีและความชั่ว ความรู้กับความไม่รู้ หรือแม้กระทั่งความจริงสู่ความลวง ทั้งหมดล้วนเป็นแง่มุมชีวิตที่ต้องคิด ผ่านทาบเงาแห่งกาลเวลาของแต่ละบุคคลที่ต้องเผชิญหน้าอยู่…

“แหงนมองพระจันทร์ แล้วเธอรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า”…วาบความคิดที่เกื้อหนุนต่อการประคับประคองชีวิตให้ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีความหมาย โดย”ฮันซังฮยอน”…และแปลเป็นภาษาไทยอย่างนุ่มนวลโดย”วิทิยา จันทร์พันธ์”

…คือปฏิกิริยาสัมพันธ์ในนามชีวิตต่อชีวิตที่จะผูกร้อยกันไป สู่การเติบใหญ่แห่งประสบการณ์สามัญของชีวิตจนบรรลุถึงการเติบกล้าทางตัวตนเหนือตัวตนในที่สุด…

“เธออ่อนล้ามากใช่ไหม ฉันรู้สึกมานานแล้ว เรื่องที่ไม่สามารถจัดการได้ จงปล่อยผ่านมันไป แล้วหัวใจที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ จะถูกเติมเต็มขึ้นได้เอง”

ความรู้สึกนับเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเฝ้าสังเกต เช่นเดียวกับกับภาวะของอารมณ์ที่ชีวิตจะขาดพร่องไม่ได้ นั่นหมายถึงว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นความหยั่งรู้ของจิตใจที่แท้ก็จะ…ไม่มีแสงส่องสว่างเกิดขึ้นกับโลกแห่งการดำรงอยู่ได้เลย…

“สิ่งที่เธอกังวลใจอยู่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ความกังวลใจอื่น ที่ลุกลามจากความกังวลใจนี้ต่างหากล่ะ ที่น่ากลัวกว่า”

ความแปลกต่างของความกลัดกลุ้มกังวลนี้นับเป็นนัยที่ยากต่อการตีความและต่อกร บางขณะมันดูเหมือนง่ายต่อการเยียวยาปัญหา แต่เอาเข้าจริง ปัญหาแห่งความแปลกต่างใดๆล้วนแต่อุบัติ ขึ้นด้วยความแปลกแยกแห่งอารมณ์ที่ซ้อนซับทางความรู้สึกแทบทั้งสิ้น…

“ตอนนี้ฉันชอบความคุ้นชินมากกว่า ความรู้สึกตื่นเต้นในสิ่งที่แปลกใหม่ รู้สึกอ่อนล้าเมื่อต้องพบและรู้จักคนแปลกหน้า ไม่มีใครยืนยันแน่ชัด แต่พวกเราต้องการคนที่รู้จักตัวตนของเราดีที่สุด อาจฟังดูเห็นแก่ตัว แต่จงขอร้องให้พวกเขามาอยู่เคียงข้างกันเถอะ”

ความเข้าใจในหัวใจระหว่างกันคือปรากฏการณ์ของเบ้าหลอมชีวิต ที่เป็นทั้งความอ่อนโยนและเข้าใจ บางทีบางครั้งเราอาจจะโอนอ่อนกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนกลายเป็นรอยบาดเจ็บที่ไร้ความสุขของชีวิต แต่เมื่อใดก็ตามที่เราได้ตัดสินใจบอกกล่าวกับชีวิตอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ความงอกงามแห่งรสชาติของความเป็นชีวิตที่แท้ก็จะบังเกิดขึ้น

“ฉันต้องการคนที่ซับหยาดน้ำตาให้กันเงียบๆ มากกว่าคนที่พูดว่า “ไม่เป็นไรใช่ไหม”

แท้จริงคนเราทุกคน มักจะเฝ้ามองตัวเองด้วยสายตาของความเข้าใจเพียงน้อยนิด หลายๆขณะเรากลับเฝ้ามองชีวิตด้วยสายตาที่เพิกเฉยว่างเปล่า เห็นก็เหมือนไม่เห็น เรามองออกไปข้างนอก มากกว่าจะย้อนกลับมามองข้างในตัวเอง เหตุนี้ ความเป็นตัวตนของเราจึงมักจะถึงคราอ่อนแอ และไม่สามารถเปล่งประกายถึงความเป็นจริงที่แท้ออกมาได้…

“อย่าอ่อนแอหมดกำลังใจเพราะอิทธิพลของผู้คนรอบข้าง เธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ฝืนทำเป็นตลก อย่าเก็บซ่อนตัวเองที่เป็นเธอเอาไว้ เธอคู่ควรที่จะได้รับความรักในฐานะตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันยังคงอยู่เคียงข้างเธอ ทำไมเธอถึงไม่รู้”

ว่ากันว่า …ความรักคือสิ่งที่ใช่…เมื่อมันเกิดขึ้นกับชีวิตแห่งใจของใครสักคนแล้วก็จำเป็นต้องเรียนรู้ผัสสะความหมายของมันทั้งในยามที่ได้รับและสูญเสีย… มันคือกระจกเงาส่องสะท้อนภาพรำลึกของความจริง จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง…นิ่งและนานเสมอ..

“อย่างไรเสีย คนที่จากไปแล้วก็จากไป คนที่ยังเหลืออยู่ก็ยังอยู่ ดังนั้น ต่อให้เศร้าแค่ไหน ก็จงอย่าจมปลัก มีคนที่พร้อมเข้าข้างเธอ เหมือนดวงดาวที่ทอแสง”

การสื่อสารถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ คือบทแสดงที่มีจุดมุ่งหมายของความมุ่งหวังอีกประเด็นหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ มันคือโยงใยแห่งปรารถนาของผู้เขียน ที่จะแสดงบทบาทของเจตจำนงแห่งความผูกพันอันบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น..

“ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน กระแสน้ำใจและเอื้อเฟื้อ อาจหมายถึงการไม่ละเลยหัวใจดวงนั้น”

นั่นคือการปลอบประโลมตัวเองถึงภาวะแห่งการพานพบ ที่สมควรจะเกี่ยวดองกันด้วยมิตรไมตรีแห่งชีวิต ตลอดจนการขยับใกล้สู่การวางใจในสัมพันธภาพแห่งกันและกัน โดยไม่หวั่นเกรง

“ความกังวลใจก่อนพบใครก็ตาม ถ้าไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะทำร้ายอีกฝ่าย ก็ลังเลใจว่าเขาอาจทำร้ายเราให้เจ็บช้ำ..หรือก็หวั่นเกรงทั้งสองอย่าง”

ความรู้สึกรักที่เป็นเหมือนเงาจันทร์ที่เหือดหาย จากการถูกเมฆหมอกบดบัง นับเป็นเงาสะท้อนหนึ่งของความจริงที่เจ็บปวด บางครั้งความรู้สึกนี้ก็ถูกบดบังด้วยสภาวะที่ตื้นเขินทางอารมณ์ที่พุ่งพล่านและเห็นแก่ตัว บางครั้งมันก็ถูกกลบกลืนด้วยมายาคติที่ตื้นเขินด้วยสำนึกทางอารมณ์ที่จมลึกอยู่กับอคติ…เงื่อนไขของชีวิตมักต้องเผชิญกับรอยต่อแห่งความเป็นไปอันไร้เหตุผลที่ควรจะเป็นเช่นนี้เสมอ..มันคือภาวการณ์ที่ยอกย้อนและสลับซับซ้อนยิ่ง

“มวลอากาศกลางดึกหนักหนากว่ายามปกติ คงเพราะฝนไล่ช้างที่โปรยปรายลงมา เฝ้ามองดวงจันทร์ทีลอยเลื่อนต่ำ ปล่อยใจว่างเปล่าล่องลอยไป คืนวันนี้ที่ไร้เธอ ช่างเนิ่นนานและอ้างว้าง ฉันเดินผ่านค่ำคืนทอดยาว ไปกับดวงใจเดียวดายอย่างโดดเดี่ยว”

บทบาทของสำนึกทางอารมณ์ถือเป็นแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ ที่ผู้เขียนใช้เป็นบทสะท้อนเชิงลึกของปรากฏการณ์แห่งการเขียนทั้งหมด ภาวะแห่งการรับรู้ในรู้สึกทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ดำเนินไปอย่างเปิดเปลือยและมีพลัง เป็นความแฝงเร้นที่เรียบง่าย และเป็นความเรียบง่ายที่แฝงเร้น ภายใต้การตีความธารสำนึกต่างๆอย่างแยบยล สั่นสะท้านความรู้สึก และ เป็นสาระ…อะไรเป็นอะไรในกระบวนการแห่งถ้อยคำในถ้อยคำอันมากหลายนี้ ที่สุดมันก็ได้คำตอบที่น่ารับฟังว่า..ในรอบตัวตนแห่งชีวิตของเรา… มีอัศจรรย์แห่งการขบคิดของถ้อยคำปรากฏอยู่ เป็นภาพแห่งใจที่สื่อสารสัจจะวิถีออกมาด้วยศรัทธาของความจริงใจ…ที่ไม่เคยหยุดยั้ง.

“ถ้าเราจริงใจต่ออารมณ์ที่ปะทุขึ้นมา จะไร้ซึ่งรอยแผลบาดประทับ”

“ฮันซังฮยอน” เขียนผัสสะแห่งชีวิตของเขาด้วยนัยของผู้สังเกตการณ์ ด้วยประสบการณ์โดยรอบ ทอดยาวสู่อารมณ์แห่งผัสสะของความรู้สึกรักที่เป็นทั้งการคล้อยตามกระแสแห่งการรับรู้และการโต้แย้งเปรียบเปรย ที่ขุดหยั่งถึงความคิด…หลายครั้งมันสื่อสารออกมาอย่างกระจ่าง แต่ในอีกหลายบทตอนมันก็สื่อถึงความวกวนอยู่ซ้ำๆซึ่งนั่นหมายถึงภาระของผู้อ่านที่จะต้องจับใจความให้ดีเพื่อแปรค่าออกมาเป็นคุณประโยชน์ของชีวิต อย่างอิ่มเต็มที่สุด..

“ถ้าเราจริงใจต่ออารมณ์ทีปะทุขึ้นมา จะไร้ซึ่งรอยแผลบาดประทับ”

ข้อสังเกตจากหนังสือเล่มหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงถ้อยวาจาที่ประกอบสร้างขึ้น ด้วยใจความที่ไม่ยืดยาวนัก แต่หากเราได้มีโอกาส สัมผัสกับหัวใจของแรงปรารถนาแท้จริง ความรู้สึกอันงดงามก็จะงอกงามขึ้นดุจแสงจันทร์จากจันทร์อันเต็มดวง แต่แม้แสงนั้นจะฉายออกมาอย่างบางเบาผ่านเสี้ยวจันทร์ มันก็ยังพาดผ่านผืนฟ้าเพื่อการทอประกายกลบความมืดดำแห่งค่ำคืนอันเวิ้งว้างและกว้างไกลนั้นได้…ความวาดหวังและประกายตาของชีวิตอันสุดหยั่งถึงนั้น..ก็เช่นกัน…!

“ทั้งที่ไม่มีอะไร แต่ฉันชอบมองเหม่อออกไปทางหน้าต่าง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ใจฉันชอบเฝ้าคิดถึงเธอ”

แทง หวย ลาว ออนไลน์ แหงนมองพระจันทร์แล้วเธอรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า“อย่าเก็บซ่อนตัวเองที่เธอเป็นเอาไว้…”

เกี่ยวกับผู้เขียน: aphelon

บทความยอดนิยม